ห่วงเศรษฐกิจไทยโตช้า มอง"รัฐบาล"เป็นข้อจำกัด
นักเศรษฐาสตร์ ห่วงเศรษฐกิจไทยโตช้า มอง"รัฐบาล"เป็นข้อจำกัด เน้นทำแต่นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น
สมาคมเศรษฐศาสตร์แห่งประเทศไทย จัดเสวนา การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจไทย เพื่อเพิ่มอัตราการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยมีการเชิญนักเศรษฐศาสตร์ มาร่วมสะท้อนมุมองและปัญหาการเติบโตของเศรษฐกิจประเทศไทย
โดยในการเสวนา หัวข้อ การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจมหภาค ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล ประธานสภาธุรกิจตลาดทุน ได้สะท้อนถึงปัญหาการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในช่วงที่ผ่านมา ระบุว่า วิกฤตที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของไทยคือการที่เศรษฐกิจไม่โต
และโตช้าลงมาตลอดช่วง 30 ปีที่ผ่านมา เครื่องยนต์เศรษฐกิจเริ่มเดิมที่มีเดินช้าลงเรื่อยๆ ทำเศรษฐไม่โต และจะถูกเพื่อนบ้านในอาเซียนแซง ทำให้ความเป็นผู้นำในภูมิภาคลดลง ทั้งการทูต การทหาร และซอฟพาวเวอร์ เพราะไม่มีฐานเศรษฐกิจที่ดีคอยสนับสนุน
ดร.กอบศักดิ์ มองยังว่า อุตสาหกรรมในไทยจะต้องเร่งให้ความสำคัญกับเรื่อง ดิจิทัลทรานฟอร์ม เพราะเทคโนโลยีที่เคยไทยพึ่งพากำลังตกยุค เห็นได้จากการที่โรงงานรถยนต์มีการทยอยปิดตัว หากไทยไม่ทำเรื่องเทคโนโลยีอย่างจริงจัง จะทำให้มีปัญหาตามมา รวมทั้งจะต้องเร่งพัฒนาคุณภาพคนให้มีทักษะที่เหมาะสมกับการเปลี่ยนแปลง
ดร.กอบศักดิ์ ระบุด้วยว่า อีกข้อจำกัดของประเทศ คือ รัฐบาล จากปัญหานโยบายการเมืองที่ไม่ต่อเนื่อง และเน้นทำนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น ไม่ได้ให้ความสำคัญกับระยะยาว เช่น การพัฒนาเทคโนโลยีและคน เพราะเป็นนโยบายที่เห็นผลได้ช้า เป็นสาเหตุที่ทำให้ประเทศไทยโครงสร้างเศรษฐกิจไม่ดีขึ้น
ด้าน รศ.ดร.อธิภัทร มุทิตาเจริญ คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุถึง นโยบายการคลังที่กำลังเผชิญกับความท้าทายเชิงโครงสร้าง มีแนวโน้มหนี้สาธารณะสูงขึ้น ขนาดของการขาดดุลการคลังสูงขึ้นเฉียด 4% กลายเป็นปัญหาขาดดุลเรื้อรัง ทำให้เสถียรภาพการคลังไม่ใช่จุดแจ็งของประเทศ ทำให้ภาระหนี้ประเทศสูงขึ้น จนจำกัดความสามารถของรัฐในการทำให้เศรษฐกิจเติบโต
รศ.ดร.อธิภัทร มองความท้าทายเชิงโครงสร้างการคลัง 3 ด้าน คือ
- ด้านรายได้ ย้อนหลัง 15 ปี รายได้เทียบกับจีดีพีลดลงเรื่อยๆ รองรับได้แค่รายจ่ายประจำ ไม่พอต่อการลงทุน ปัจจัยมากจากการเก็บภาษีได้ลดลง เพราะนโยบายทางภาษี การลดภาษีและการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีต่างๆ ในรอบ 3 ทศวรรษที่ผ่านมา เพราะว่าการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างภาษี ครั้งสำคัญของประเทศ มีการเปลี่ยนแปลงแค่ครั้งเดียว ที่เป็นการเพิ่มรายได้ ให้กับประเทศ ในปี 1992 หลังจากนั้นเป็นการลดหรือการบรรเทาภาระทางภาษี ขณะเดียวกัน ไทยยังมีเศรษฐกิจนอกระบบจำนวนมาก ธุรกิจขนาดเล็กเลี่ยงเข้าสู้ระบบภาษี VATอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งจะต้องทีการทบทวนสิทธิ์ประโยชน์ทางภาษี เพื่อไม่ให้สูญเสียรายได้
- ขณะที่ รายจ่าย คิดเป็น17-18%ต่อจีดีพี มีรายจ่ายที่ยากต่อการลดทอน เช่น สวัสดิการประชาชน บุคคลากรภาครัฐ คิดเป็น70% ซึ่งมีแนวโน้มสูงขึ้นต่อเนื่อง
- ส่วน งบลงทุน ทรงตัว4% ต่อจีดีพี ในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา หนึ่งในสามงบลงทุนเป็นการสร้างถนน และกว่าครึ่งเป็นการก่อสร้าง ยากต่อการสร้างผลิตภาพประเทศ ขณะที่นโนบาย รัฐบาลในช่วงที่ผ่านมารัฐบาลวางนโยบายมุ่งผลระยะสั้นเป็นหลัก ไม่ได้ใส่ใจผลกระทบระยะยาว ทำให้ความสามารถของรัฐบาลในการรับมือความท้าทายในอนาคตถูกจำกัด ขณะที่ภาระดอกเบี้ยหนี้สาธารณะของไทยอยู่ที่ 1% ต่อ จีดีพี แต่ในอีก 3 ปีข้างหน้า อาจจะสูงสุดในรอบ 2 ทศวรรษ และได้อีก 5 ปีจะพุ่งขึ้นไปเกือบ 2% ต่อจีดีพี หากไม่เร่งแก้จะทำให้ นโยบายภาคการคลังมีต้นทุนที่สูงขึ้นในอนาคต
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB